สมุนไพรผักพื้นบ้าน
1. กระเจี๊ยบมอญ (Okra) Abelmoschus esculentus ( L.) Moench MALVACEAE
ชื่ออื่น กระเจี๊ยบ มะเขือควาย มะเขือมอญ (กลาง) มะเขือพม่า มะเขือมื่น มะเขือมอญ มะเขือละโว้ (เหนือ)
ลักษณะทั่วไป ไม้ล้มลุกสูง 1-2 เมตร ลำต้นและใบมีขนหยาบลำต้นมีสีเขียวกลม เส้นผ่าศูนย์กล่างเฉลี่ย 1-3 ซม .ใบ เป็นใบเดี่ยวรูปมือ เป็นแฉกลึกกว้าง 7 - 26 เซนติเมตร ยาว 10-30 เซนติเมตร ดอก ออกตามซอกใบ กลีบดอกสีเหลือง โคนกลีบด้านในสีม่วงแดง ก้านชู อับเติดกันเป็นหลอด เป็นพืช ผสมตัวเอง มีทั้งเกษรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ผล เป็นผลแคปซูล มีรูปร่างเรียวยาวเป็นเหลี่ยม 5 เหลี่ยม ผลตั้งชูขึ้นมีสีเขียวอ่อน หรือเขียวแก่ ขึ้นอยู่กับพันธุ์ เมล็ด สีดำ จำนวน 200 เมล็ด หนักประมาณ 10 กรัม การปลูกจำใช้เมล็ดพันธุ์ 500 กรัม/ไร่ พันธุ์พื้นเมืองจะมีต้นสูงใหญ มีผลที่มีขนาดใหญ่ แต่ไม่มีความสม่ำเสมอ ผลสีเขียวอ่อน ส่วนพันธุ์ลูกผสมเช่นพันธุ์ลักกี้ไฟน์ เบอร์ 473 และพันธุ์เซาท์ซี เบอร์ 474 จะมีความสม่ำเสมอผลสีเขียวเข้มติดผลบริเวณข้อ
ประโยชน์ และความสำคัญทางอาหาร
ผลอ่อน ลวกนึ่งหรือเผาไฟ รับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริกหรือนำผลอ่อนมาแกงส้ม เครื่องปรุง น้ำพริกแกงส้มมีดังนี้ พริก เกลือ ตะไคร้ ขมิ้น กระเทียม หอม กะปิโขลกเครื่องปรุงน้ำพริกให้เข้ากัน ผัดน้ำพริกกับน้ำมันและเนื้อปลาให้สุกและหอมตักเอาปลาออก และเติมน้ำทิ้งไว้จนกระทั่งเดือด ใส่กระเจี๊ยบมอญจนกระทั่งสุกเติมน้ำมะหนาวให้ออกเปรี้ยว ใส่ปลา คนสักครู่ ปรุงรสตามใจชอบ
ประโยชน์ทางสมุนไพร ผลแห้งป่นชงรับประทานครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ และดื่มน้ำตามวันละ 3-4 ครั้ง ช่วยรักษาโรคกระเพาะ ผล มีสาร pectin และ mucilage ช่วยเคลือบ กระเพาะอาหาร
2. กระดอม Gymnopetalum cochinense Kurz. CUCURBITACEAE
ชื่ออื่น ขี้กาดง (สระบุรี) มะนอยจา (เหนือ) ผักแคบป่า (น่าน)มะนอยหก มะนอยหกฟ้า (แม่ฮ่องสอน) เขียวขี้กา
ลักษณะทั่วไป พืชล้มลุก ลำต้นเป็นเถาไม้เลื้อยไปตามดิน เถามีขนาดเล็กเป็นร่องส่วนปลาย จะมีมือเกาะเป็นเส้นกลมสีเขียวคล้ายลวดสปริง ยาว 14-25 เซนติเมตร ออกตรงข้ามกับใบ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันรูปร่างต่าง ๆ กัน เป็นรูปไต สามเหลี่ยม ห้าเหลี่ยม หรือฉแก ขอบใบหยักเว้าเป็นฟันเลื่อย ใบกว้าง 5 -10 ซม. ยาว 6-12 ซม. ก้านใบยาว 2-4 ซม. เส้นใบแยก จากโคนใบที่จุดเดียวกัน ฐานใบเว้าลึกเป็นรูปหัวใจ มีขนแข็งปกคลุม สากมือทั้งด้านบนและด้านล่าง ดอก เพศผู้และเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน จะออกดอกบริเวณซอกใบดอกเพศผู้เป็นดอกแบบ raceme ก้านดอกยาว 1-2ซม. กลีบ เลี้ยงสีเขียว 5 กลีบ โดนจะติดกันเป็นหลอด ส่วนปลายกว้างกว่าส่วนโคนยาว 1.5-4.5 ซม.ปลายแยก 5 กลีบ มีขนปกคลุม กลีบดอกสีขาว 5 กลีบ รูปไข่บนรูปขนาน แต่ละกลีบจะไม่เท่ากัน กลีบดอกยาว1.5 - 3.5 ซม. กว้าง 1 ซม. เกสรตัวผู้ 3 อันติดอยู่ที่ calyx-tube โดนที่อับเกสรตังผู้จะอยู่ติดกันเป็นแท่ง S-shaped ดอกเพศเมีย เป็นดอกเดี่ยวมีลักษณะและจำนวนของกลีบเลี้ยงคล้ายดอกเพศผู้ แต่มีก้านดอกสั้นกว่า เกสรตัวเมียมี 1 อัน รังไข่ติดกับฐานรองดอกคล้ายกระสวย มีหนามแหลมเป็นชนิดมีเนื้อนุ่มปกคลุม ยอดเกสรตัวเมียจะแยกเป็น 3 แฉก รังไข่มี 3 ห้อง มีไข่อ่อนจำนวนมาก ผล รูปรีหัวท้ายแหลมเป็นชนิดมีเนื้ออ่อนนุ่ม ผลนาว 3 - 7 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-2 ซม. มีสัน 10 สันผลอ่อนมีผิวสีเขียว เมื่อแก่มีสีส้มปนแดงเนื้อภายในเต็ม ผิวสาก เมล็ด สีน้ำตาล รูปรียาว 6 มมการขยายพันธุ์ โดยเมล็ดและเถาปักชำ
นิเวศวิทยาและการแพร่กระจาย พบบริเวณที่รกร้าง ทุ่งนาและทุ่งหญ้า ทั่วไป ประโยชน์และความสำคัญ ทางอาหาร ผลอ่อนลวกจิ้มน้ำพริก เป็น ผักแกงป่า เป็นผักแกงป่า และแกงคั่วโดยผ่าเอาเม็ดออก ทางสมุนไพร ผลรสขม บำรุงน้ำดี แก้ดีแห้ง ดีฝ่อ ดีเดือด คลั่ง เพ้อ คุ้มดี คุ้มร้าย ทำโลหิตให้เย็น ดับพิษโลหิต บำรุงมดลูก รักษามดลูกหลังอาการแท้ง หรือคลอดบุตร แก้มดลูกอักเสบ ถอนพิษผิดสำแดง แก้ไข้ ใช้ผลแห้ง 12-16 ผล น้ำหนักประมาณ 10 กรัม ต้มกับน้ำพอประมาณ เคี่ยวให้เหลือ 1 ใน 3 กรองน้ำดื่มเช้าเย็น จนกว่าจะหาย ผลแก่เป็นพิษ เมล็ด แก้ผิดสำแดง กินแก้ผลไม้เป็นพิษ รักษาโรคในการแท้งลูก ใช้ขับ น้ำลายช่วยย่อยอาหาร ราก รสขม แก้ไข บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร ดับพิษ โลหิตรากแห้งบดผสมน้ำร้อนใช้ทางถูนวดบริเวณที่ปวดเมื่อย ใบ น้ำคั้นใบ ใช้หยอดตา แก้อักเสบ แก้พิษของบาดทะยัก เถา บำรุงน้ำดี แก้ไข้ เจริญอาหารถอนพิษผิดสำแดง ดีฝ่อ ดีเดือด ดับพิษโลหิตทั้งห้า บำรุงธาตุ แก้ไขจับสั่นรักษมดลูกหลังจากการคลอดบุตร บำรุงน้ำนมฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ยับยั้งการจับตัวของเกล็ดเลือด ทำให้กล้ามเนื้อเรียบหดตัว เมื่อฉีดหรือป้อนสารสกัดผลแห้งด้วยแอลกอฮอล์-น้ำ (1:1) ในขนาด10 กรัม/กิโลกรัม ไม่เป็นพิษ
3. กระเบา ( Chaulmoora)Hydnocarpus anthelminthicus Pierre.FLACOURTIACEAE
ชื่ออื่น กระเบาน้ำ กระเบาใหญ่ กระเบาดึก กระเบาเบ้าแข็ง
ลักษณะทั่วไป ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 10 - 20 เมตร ลำต้น ไม้เนื้อแข็งแตกกิ่งก้านแน่นทึบ ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนาน ยาวรีกว้าง 3-6 ซม. ยาว 12-20 เซนติเมตร ต้นที่มีอายุมากรูปใบจะขยายขนาดออกทางด้านกว้างคล้ายรูปไข่ ดอก เป็นดอกเดี่ยวและเป็นช่อสั้น ๆ ออกที่ซอกใบ ดอกเพศผู้และเพศเมียแยกต้น ต้นตัวเมียเรียกกระเบา ตัวผู้ดอกมีกลิ่นหอม เรียกแก้วกาหลง กลีบดอก สีม่วงแดงจาง ๆ ผล เป็นผลสด ค่อนข้างกลมมีขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลาง 8-12 เซนติเมตร เปลือกหนา มีขนเล็ก ๆ สีน้ำตาลปกคลุม เนื้อใน สีอมเหลือง ภายในมีเมล็ดกลมขนาด 1ซม.ฝังตัวอยู่ในเนื้อจำนวนมาก การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด และตอนกิ่งนิเวศวิทยาและการแพร่กระจาย พบตามป่าดงดิบ และป่าเบญจพรรณ บริเวณชายน้ำ หรือที่ลุ่มขึ้นได้ในดินทุกชนิด
ประโยชน์และความสำคัญ ใน ทางสมุนไพร ใช้น้ำมันที่บีบจาก เมล็ด รักษาโรค เรื้อนและโรคผิวหนังอื่น ๆ หรือใช้เมล็ดตำผสมน้ำมันพืชทาแก้โรคผิวหนังต่าง ๆ เนื้อในผล รับประทานได้ เนื้อไม้แข็งใช้ทำวัสดุก่อสร้าง
4. กระพังโหมตัวผู้ Peaderia tomentosa Bl.Var glabra Kurz RUBIACEAE
ชื่ออื่น ย่านพาโหม (ต้) ตำยานตัวผู้
ลักษณะทั่วไป ไม้เถาขนาดเล็ก ลำต้นและใยมียางสีขาว มีกลิ่นเหม็น ใบเดี่ยวรูปหอกกว้างประมาณ 1.5 ซม.ยาวประมาณ 10 ซม.ปลายใบแหลม ก้านช่อดอกเล็ก ก้านช่อดอกเล็กเรียวยาว มีใบประดับขนาดเล็ก กลีบรองกลีบรูปหอก 5 กลีบ ปลายแหลม ฐานรูปหัวใจ เถาและใบมีขนละเอียดปกคลุมมีกลิ่นเหม็นเขียว ดอก ออกเป็นช่อแบบ cymose ตามง่ามใบ กลีบดอก 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นรูปกรวย ปลายกลีบแผ่ออกล็กน้อยแล้วม้วนพับ กลีบด้านนอกสีขาว ด้านในสีม่วงแดงหรือสีชมพู ผล แห้งเป็นฝักยาวสีเขียว รูปร่างกลมผิวเกลี้ยง เมล็ด รูปร่างยาว มีสีเทาแก่หรือดำ
การขยายพันธุ์ ใช้เมล็ดและเถาปักชำ นิเวศวิทยาและการแพร่กระจาย พบตามทุ่งหญ้าที่โล่งแจ้ง ตามที่รกร้างทั่วไป ที่มีดินร่วน ขึ้นได้ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลถึงความสูง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล
ประโยชน์และความสำคัญ ทางอาหาร ใบอ่อน ยอด ดอกและผล กินเป็นผักสด หรือหั่นฝอยกินกับข้าวยำ น้ำคั้นจากเถา และใบ ผสมปรุงเป็น ขนมขี้หนู ทางสมุนไพรราก รสขมเย็น ต้มกับน้ำใช้บ้วนปากแก้ปวดฟันใช้หยอดตามแก้ตาฟาง ตาแฉะ ตามมัว ฝนทาแก้ริดสีดวงทวารทั้งต้น มีรสขม แก้ตานซาง แก้ตัวร้อน ขับลม แก้ธาตุพิการ ช่วยเจริญอาหารขับพยาธิไส้เดือน แก้ดีรั่ว เป็นยาอายุวัฒนะ ต้มกับน้ำดื่มขับปัสสาวะ ถอนพิษสุรา พิษจากอาหาร ใบ รสขมแก้พิษงู แก้ปวดฟัน แก้รำมะนาด ตำพอกแก้เริม งูสวัด แก้ไข้ แก้ปวดแสบ ปวดร้อนเป็นอาหารบำรุงกำลังสำหรับคนฟื้นไข้หรือคนชรา ผล ทาฟันทำให้ฟันมีสีดำ แก้ปวดฟัน
ที่มา : หนังสือ ผักพื้นบ้านและพืชสมุนไพร สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล กระทรวงศึกษาธิการ
5. กล้วยเล็บมือนาง Musa sapientum Linn MUSACEAE
ชื่ออื่น กล้วยเล็บมือ
ลักษณะทั่วไป ลำต้น ขนาดเล็กและเตี้ยกว่ากล้วยพันธุ์ทั่วไป กล้วยชนิดนี้คล้ายต้นกล้วยไข่แต่มีสีอมแดง ใบ ค่อนข้างแคบและสั้น ก้านใบมักชูกตรงขึ้น แต่เอียงเป็นมุมแยกห่างออกจากกัน สันของก้านใบส่วนล่างเป็นแถบสีแดง (กล้วย
หอมจันทร์มีสีแดงทั่วทั้งส่วนล่างของก้านใบ) ผล ของกล้วบเล็บมือนางมีขนาดประมาณนิ้วมือทั้งความยาวและกว้าง ปลายผลเรียว ผลเรียงติดกันคล้ายนิ้วมือผลค่อนข้างโค้งงอ เนื้อผลสุกแล้วหอมหวานคล้ายกล้วยหอมจันทร์ แต่กล้วยเล็บมือนางเนื้อแน่นมาก ชวนรับประทานมากกว่า และมีหน่อดกคล้ายกล้วยตานี นิเวศวิทยาและการแพร่กระจาย กล้วยเล็บมือนางนิยมปลูกกันทั่วไป จากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ลงไปทั่วภาคใต้ มีการนำไปปลูกภาคอื่นบ้าง
แต่ไม่มากนัก ประโยชน์และความสำคัญ ผลอ่อน ใช้แกงส้มแกงคั่ว แกงกะทิ ผลสุก ใช้รับประทาน และสามารถแปรรูปเป็นกล้วยแช่อิ่ม และกล้วยตากน้ำผึ้ง ซึ่ง มีสรพพคุณในแง่ของยาอายุวัฒนะ
6. กลอย ( Kloi ) Diosorea hispida Dennst. DIOSCOREACEAE
ชื่ออื่น มันกลอย กลอยข้าวเหนียว กลอยหัวเหนียว กลอยนก กอย คลี้
ลักษณะทั่วไป ไม้เถาเลื้อยพันต้นไม้อื่น ลำต้น กลม โคนต้นเป็นเหลี่ยมมีหนามสั้น ๆ ตลอดเถา ลำต้นสีเขียว มีหัวอยู่ใต้ผิวดินเปลือกของหัวบางสีน้ำตาลอ่อนเหลือง ลักษณะกลมรีมีรากเล็กๆ กระจายทั่วทั้งหัว มีหัว 3-5 หัวต่อต้น หัวกลอยมี 2 ชนิด คืด เนื้อสีขาว (กลอยข้าวเจ้า) เนื้อสีเหลืองครีม(กลอยข้าวเหนียว) ใบ เป็นใบประกอบแบบพัด เรียงสลับมีใบย่อย 3 ใบ แยกออกจากจุดเดียวกันของก้านใบ ใบกลางเป็นรูปวงรี ปลายใบแหลมโคนสอบแคบ แผ่นใบกว้าง มีขนนุ่มปกคลุมใบย่อย 2 ใบ ใบข้างมีลักษณะคล้ายรูปหัวใจเบี้ยว ปลายใบแหลม สั้นกว่าใบกลาง ใบกว้าง 6-15 ซม.ยาว 8-12ซม.ขึ้นอยู่กับขนาดของหัว ก้านใบยาว 7-14ซม.ดอก เริ่มออกดอกหลังจากลำต้น เกี่ยวพันต้นไม้อื่นได้ระยะหนึ่ง ออกเป็นช่อระย้า ตามข้อง่าม ใบหรือซอกใบ มีดอกเล็กๆ สีเขียวอ่อนติดบนก้านช่อดอกออกดอกเพศผู้และดอกเมียแยกต้น มีเกสรตัวผู้ 6 อัน เกสรตัวเมีย ปลายแยกเป็นแฉก ผล คล้ายผลมะเฟืองมี 3 พู แต่ละพูมี 1 เมล็ด เมื่อผลแก่แตกได้เองเมล็ดมีลักษณะกลมแบน มีปีกบางใส ช่วยการแพร่พันธุ์ ให้ปลิวตามลมการขยายพันธุ์ ใช้เมล็ดและแยกหัวนิเวศวิทยาและการแพร่กระจาย พบได้ทุกภาคของประเทศ ในเขตป่าชื้นทั่วไปเจริญเติบโตได้ดีในที่ดอนสภาพร่มรำไร ดินร่วนระบายน้ำได้ดีลำต้นเลื้อยพันขึ้นสู่ยอดต้นไม้อื่น
ประโยชน์ และความสำคัญ ทางสมุนไพร หัว แก้เถาดาน (อาการแข็งเป็นลำในท้อง) หุงเป้นน้ำมันใส่แผล กัดฝ้า กัดหนอง ราก บดให้ละเอียดผสมกับน้ำมันมะพร้าว ใบยาสูบ ใบลำโพง หรือพริกใช้พอกแผล เพื่อฆ่าตัวหนอนในแผลสัตว์เลี้ยง ทางอาหาร หัวกลอย มีแป้งในปริมาณสูง ใช้ประกอบอาหารได้ เช่น นึ่งกับข้าวเหนียว หรือแกงบวด ทำขนม หัวสดก่อนนำไปทำอาหารควรปอกเปลือก ฝานเป็นชิ้นบางๆ ใส่ชะลอมนำไปแช่น้ำไหล ประมาณ 3 วัน หรือหมักเกลือ 1 คืน แล้วนำมาคั้นน้ำทิ้งทำเช่นเดิมเป็นเวลา 3 วัน จึงนำไปปรุงเป็นอาหาร หรือหั่นเป็นแผ่นเล็กๆ ผึ่งแดดให้แห้งชุบแป้งทอดกับกล้วยน้ำว้า หัวใต้ดินมีสารพิษ แอลคาลอยด์ (alkaloid)ชื่อ dioscorine ละลายน้ำได้ดี และมีผล ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียนมึนงง คันคอ ตาพร่า เป็นลม การปฐมพยาบาลทำให้อาเจียนรีบนำส่งโรงพยาบาล
7. กาวเครือ Butea superba Roxb. PAPILIONACEAEฃ
ชื่ออื่น กวาวเครือขาว กวาวเครือแดง กราวเครือดำ จานเครือ ตานจอมทอง ทองเครือ
ลักษณะทั่วไป ลำต้น เป็นไม้เถาที่มี หัว ขนาดใหย่อยู่ใต้ดิน มีหลายลักษณะกลมหรือยาวขึ้นอยู่แต่ละชนิดของกวาวเครือ ใบ เป้บใบประกอบมีใบย่อย 3 ใบ(trifoliate) ออกดอกเป้นช่อมีลักษณะเหมือนพืชตระกูลถั่วโดยทั่วไป ถ้าเป็นกวาวเครือขาว ดอก จะมีสีม่วง แต่ถ้าเป็นกวาวเครือแดงดอกจะเป็นสีส้ม ผลเป็นฝักแบนนูนออกตรงส่วนที่มีเมล็ด การขยายพันธุ์ โดย ใช้เมล็ดหรือหัวที่มีส่วนของลำต้นติดอยู่ซึ่งจะเป็นที่กำเนิดของตา
ประโยชน์และความสำคัญ หัว มี phytoestrogen ซึ่งเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งทำให้หน้าอกโต และบำรุงสุขภาพให้สมบูรณ์ รักษาโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ แต่มีข้อควรระวังในการรับประทาน เพราะถ้ารับประทานมากจะเป็น
พิษนิเวศวิทยาและการแพร่กระจาย พบในดินร่วนปนทรายชายเขา พื้นที่ดอนตลอดจนป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณ
ประโยชน์และความสำคัญ ทางสมุนไพร ต้น ผสมกับสมุนไพรอื่นต้มกับน้ำรักษามะเร็งเต้านม ราก ผสมสมุนไพรอื่นต้มน้ำดื่มวันละ 3 ครั้ง โดยแก้ตกขาว มะเร็งสำไส้ มะเร็งมดลูก
8. กะตังใบ Leea indica Merr LEEACEAE
ชื่ออื่น คะนางใบ (ตราด ) กระตังบาย เขือง เขืองแข้งม้ากะลังใบตองต้อม (เหนือ) บังลังใบ ตองต้อม (เหนือ) บังบายต้น (ตรัง)
ลักษณะทั่วไป ไม้พุ่มเตี้ย ลำต้น สูง 1-3 เมตร ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกเรียงสบับใบย่อยรูปขอบขนาน กว้าง 3-6 ซม. ยาว 12-18 ซม. หูใบแผ่เป็น แผ่น ดอก เป็นช่อโดยออกบริเวณซอกใบ ก้านดอกมีสีแดง กลีบดอกสีเขียวอ่อน ผล สดรูปกลมแป้นสีเขียว เมื่อสุกจะมีสีแดงและเมื่อสุกเต็มที่จะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มหรือม่วงดำ การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
ที่มา : หนังสือ ผักพื้นบ้านและพืชสมุนไพร สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล กระทรวงศึกษาธิการ
9. กะทกรกPassiflora foetida Linn.PASSIFLORACEAE
ชื่ออื่น รก กระโปรงทอง ละพุบาบี หญ้ารกช้าง(ใต้)ไข่ โต๊ะบัง (ปัตตานี) ตำลึงฝรั่ง (ตะวัน-ออก) เถาสิงโต ผักแคบฝรั่ง หญ้าถลกบาตร(เหนือ) ผักขี้หิด เยี่ยววัว (อีสาน)นิเวศวิทยาและการแพร่กระจาย มีขึ้นอยู่ที่รกร้าง หรือขอบไร่ชายนาและ บริเวณป่าราบโดยเลื้อยพันกิ่งต้นไม้อื่น ๆ ประโยชน์และความสำคัญ ทางอาหาร ยอด ใช้เป็นผักสด มีรสขมเล็กน้อยหรือลวกจิ้มกับน้ำพริก และใช้แกงเลียง และใช้ ผล โดยกินเมล็ดและเยื่อหุ้มเมล็ด ทางสมุนไพร ใช้ เนื้อไม้ เป็นยาคุมธาตุ ถอนพิษเบื่อเมาทุกชนิด และใช้รักษาบาดแผล ราก ใช้ต้มน้ำดื่มแก้ไข้และกามโรค ใบ ตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาน้ำดื่มเป็นยาเบื่อและขับพยาธิ ดอก ขับเสมหะ แก้ไอ ผล แก้ปวด บำรุงปอด ใบสด ใช้พอกแก้หิด ต้นใช้ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ แก้ไอ และอาการบวม
หมายเหตุ กะทกรกมี 2 ชนิด ชนิดหนึ่งเป็นพรรณไม้เถาเลื้อย เนื้อไม้แข็ง และอีกชนิดหนึ่งเป็นพรรณไม้เถาเลื้อย ขนาดล็กเลื้อยตามดิน เรียกว่า "เงาะป่า" สำหรับที่ใช้ทำยานั้น เป็นต้นที่มีเนื้อไม้แข็ง ต้นสดมีสารพิษ พวก cyanogenetic glycoside
ลักษณะทั่วไป ไม้เถาเลื้อยคล้ายตำลึง ลำต้น เถาค่อนข้างคดไปงอมา ใบ รูปใบมนโค้งแล้วเรียวแหลมโดยแยกเป้นสามแฉก ใบและเส้นใบบริเวณที่ติดต่อกันนั้นมีสีแดงเรื่อ บริเวณใกล้โคนก้านใบมีแฉกแหลมเล็ก เรียงตรงข้ามสลับกัน ก้านใบ มีขนาดก้านไม้ขีด ยาว 5-6ซม.มีขนอ่อนเป็นฝอยขนาดเล็ก ดอก มีก้านยาวกว่าก้านใบ ดอกบานออกกลมกว้าง กลีบดอกสีขาวแซมด้วยริ้วสีม่วง ผล ค่อนข้างกลมขนาดปลายนิ้วมือและห่อหุ้มด้วย"รก" ผลสุกมีสีเหลือง การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ดนิเวศวิทยาและการแพร่กระจาย พบในที่โล่งแจ้ง ต้องการน้ำและความชื้นค่อน
ข้างมากและบริเวณริมคูน้ำ ตามหาดทรายนาข้าวประโยชน์และความสำคัญทางสมุนไพร ลำต้น บำรุงไต อวัยวะเพศ แก้ตกขาวโรคมะเร็ง โรคดีซ่าน คอตีบ ไอเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด โรคลำไส้อักเสบ โดยต้มน้ำดื่ม หรือนำลำต้นมาตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำผสมกับน้ำหอมใช้สูดดมแก้ไข้หวัด คัดจมูก และบดละเอียดผสมกับพริกไทยป่น และน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอน บำรุง ร่างกาย แก้ปวดเมื่อย ใบ ใบสดตำละเอียดคั้นเอาน้ำผสมกับน้ำมันมะพร้าวใส่ผมทำให้ผมดก-ดำ เป็นมัน แก้ผมหงอกก่อนวัย ผสมกับน้ำผึ้ง แก้โรคหวัด ตำเอากากมาพอกบริเวณแผลฟกช้ำ ห้ามเลือด แผลไฟไหม้ แก้โรคผิวหนัง กลากเกลื้อน ปากเปือยพิษแมลงป่องต่อย ใบและดอก ต้มแล้วทาเหงือก บรรเทาอาการปวดฟัน ราก ต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคเลือดจาง โรคปอด ท้องร่วง โรคบิด ตับอักเสบ หอบหืด หลอดลมอักเสบอาการแน่นหน้าอก รักษาโรคเกี่ยวกับตา สารสำคัญ มีแอลคาลอยด์ ecliptine nicotine
10. กะเม็ง Eclipta prostrata Linn.ASTERACEAE (COMPOSITAE)
ชื่ออื่น กะเม็งตัวเมีย หญ้าสับ ฮ่อมเกี่ยวบั้งกีเช้า
ลักษณะทั่วไป ลำต้น ลักษณะกลมตั้งตรง สูง 30-50ซม.สีน้ำตาลแดง มีขนแข็งสากมอืปกคลุม ใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับตรงข้าม ใบแคบเรียวยาว ปลายใบค่อนข้างแหลม ขอบใบหยักเล็กน้อย ไม่มีก้านใบ มีขนสีขาวสั้น ๆ ปกคลุมทั่วทั้งใบ ดอก ออกเป็นช่อแบบ head มีกลีบเลี้ยง 5-6 กลีบ สีเขียวรองรับช่อดอก ผล เป็นชนิดอะคีนมีสีเหลืองปนดำ แก่แล้วแตกให้เมล็ดหลุดออกมา การขยายพันธุ์ โดยใช้เมล็ด
11. ขจร ( Cowslip Creeper)Telosma minor Craib (ขจรบ้าน)Telosma pallida Craib (ขจรป่า)
ASCLEPIADACEAE
ชื่ออื่น สลิด สลิดป่า
ประโยชน์และความสำคัญ ทางอาหาร ชาวชนบททางภาคเหนือจะรับประทานยอด และใบอ่อน ของขจรป่า โดยลวกจิ้มน้ำพริกหนุ่ม หรือ น้ำพริดตามแดง แกงกับปลาแห้ง มีรสหวาน ขจรป่าจะมีดอกขนาดเล็ก จึงไม่นิยมรับประทานดอก